หมายเหตุ
ดังที่เคยกล่าวไว้หลายครั้งว่า พวกเราเปิดกว้างและสนับสนุนให้ผู้อ่านทุกท่านส่งข้อมูล ข้อเขียน ที่น่าสนใจเข้ามาร่วมสนุกกัน โดยพวกเรายินดีเป็นสื่อกลางช่วยเผยแพร่ให้ ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยน คิด วิเคราะห์ ข้อมูลอย่างสร้างสรรค์ต่อไปในวงกว้าง
วันนี้พวกเรามีความยินดีนำเสนอบทความสั้นๆที่ได้รับมาจากผู้อ่านของเรา (คุณ กิตติพงษ์ เรือนทิพย์) เกี่ยวกับภาษีสุราและปริมาณการบริโภค ซึ่งตั้งประเด็นได้น่าสนใจมากว่าจริงๆแล้วมาตรการภาษีสุราช่วยปรับเปลี่ยนปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้จริงหรือไม่ มากน้อยเพียงใด
พวกเราขอขอบคุณข้อเขียนดีๆพร้อมข้อมูลสนับสนุนที่หนักแน่นจาก คุณ กิตติพงษ์ ไว้ในโอกาสนี้ และหากผู้อ่านท่านใดสนใจร่วมสนุกกันเช่นนี้ สามารถให้ติดต่อเข้ามาหาพวกเราได้ทั้งทาง Facebook และ อีเมล์
ภาษีสุราและการบริโภค
กิตติพงษ์ เรือนทิพย์
R.A. Musgrave ได้เคยกล่าวไว้เกี่ยวกับ “ความต้องการเชิงคุณค่า (merit wants)” ซึ่งหมายถึง กลุ่มสินค้าที่รัฐจะพิจารณาว่ามีประโยชน์หรือมีโทษ รัฐจะพยายามส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคกลุ่มสินค้าที่มีประโยชน์ และจะพยายามลดการบริโภคของประชาชนในกลุ่มสินค้าที่มีโทษ จากแนวความคิดนี้นำไปสู่การเรียกเก็บภาษีเพื่อลดความต้องการซื้อในกลุ่ม สินค้าที่มีโทษต่อส่วนรวม (demerit goods) อย่างเช่น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เป็นต้น [1]
การจัดเก็บภาษีในเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ซึ่งในทางทฤษฎีโดยปกติแล้ว ราคาที่สูงขึ้นจะจูงใจผู้บริโภคให้ลดการบริโภคลง อย่างไรก็ตาม หากเราพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างภาษีและปริมาณการบริโภคของประเทศต่างๆจะพบว่าภาษีส่งผลต่อระดับการบริโภคไม่มากนัก และไม่เสมอไป
เมื่อเรานำระดับภาษีสรรพสามิต (excise tax) [2] มาหาความสัมพันธ์เทียบกับปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ลิตร/คน) [3] จะได้ผลดังที่เห็นในกราฟ ซึ่งหากใช้ฐานภาษีของไทยเป็นระดับอ้างอิง จะพบว่าบางประเทศที่ภาษีต่ำกว่าไทย (เช่นประเทศในกลุ่มยุโรป) มีการบริโภคสูง (ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฏี) แต่ก็มีบางประเทศที่เก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าไทยแต่การบริโภคก็สูงตามไป ด้วย (เช่น ออสเตรเลีย) และในขณะเดียวกันก็มีหลายประเทศที่เก็บภาษีต่ำกว่าไทย แต่ก็มีการบริโภคน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด เช่น ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน เป็นต้น
ข้อมูลสถิติเหล่านี้บ่งชี้ว่า ปัจจัยด้านภาษีสรรพสามิตอาจไม่มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคสุรามากนัก [4] และอาจเป็นไปได้ว่าในทางกลับกัน ภาษีก็อาจเป็นผลพวงของการบริโภคได้ เช่นประเทศที่มีการบริโภคสูงอยู่แล้ว อาจมีแรงกดดันจากผู้ผลิตและผู้ซื้อที่มาก ทำให้ไม่สามารถขึ้นภาษีได้สูงเท่าที่ควร (Cause and Effect issue)
นอกจากนั้น ในทุกสังคมยังมีตัวแปรอื่นๆที่มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคสุราอีกมาก เช่น ค่าครองชีพ ข้อห้ามทางกฎหมายหรือศาสนา การบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิด ลักษณะอากาศ วัฒนธรรมการดื่ม ฯลฯ การมุ่งแต่ใช้มาตรการด้านภาษียังก่อให้เกิดผลกระทบตรงข้ามได้ เช่น การหันไปซื้อสุราหนีภาษี หรือกลั่นสุราเอง ซึ่งอาจเกิดผลเสียแก่สังคมมากขึ้น
นอกจากนี้คำถามที่ชวนขบคิดคือ เราต้องการอยู่ในสังคมที่มุ่งให้มีการดื่มสุราน้อยลงถึงไม่มีเลย หรืออยู่ในสังคมที่มุ่งสร้างคนให้มีพฤติกรรมการดื่มอย่างรับผิดชอบ/เป็นภัย ต่อสังคมน้อยที่สุด มากกว่ากัน
แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างแรกหรืออย่างหลัง ภาษีสุราก็ดูจะไม่ใช่คำตอบของรัฐในการลดในการลด/เปลี่ยนพฤติกรรมผู้ดื่มสุรา นอกจากจะเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของรัฐแหล่งหนึ่ง
